ระบบขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึงปลอดภัย ทุกคนต้องเข้าถึงได้

เมื่อวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ระบบขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ปลอดภัย และทุกคนเข้าถึงได้ ” ณ ห้องประชุมชั้น 8 ศูุนย์ศึกษาสยามคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน สภาคริตจักรในประเทศไทย โดย กองทุนภาคประชาสังคม สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม(สสป.) และสมาคมนักขับเคลื่อนสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะ(นธส.) โดย มีผู้เข้าร่วมรับฟังและร่วมเเลกเปลี่ยนราว 70 คน

ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งข้าราชการผู้ปฏิบัติงานดูแลด้านขนส่งสาธารณะ นักวิชาการ และตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน มาร่วมถ่ายทอดมุมมองของ ประสบการณ์การใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยเริ่มต้น คุณเพ็ญศรี เหลืองอร่ามศรี จากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ได้เปิดวงสนทนาว่า

ปัจจุบันการปฎิรูประบบการขนส่งทั้งในกรุงเทพฯ และในภูมิภาค เป็นการเปลี่ยนถ่ายจากยุคที่ใช้ระบบขนส่งทางถนนไปสู่ระบบราง ตอนนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งกำลังทยอยเสร็จและในอนาคตจะเชื่อมต่อกัน ก็จะทำให้การเดินทางระบบรถไฟฟ้าก็จะเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป แต่ก็อาจจะมีข้อจำกัดกับคนบางกลุ่ม ซึ่งในอนาคตจะมีระบบขนส่งทางรางครอบคลุมกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย โดยหน้าที่ของ สนข. คือทำให้การเปลี่ยนถ่ายไปสู่ระบบราง เกิดความสะดวกกับกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย โดยเน้นไปที่คนพิการและผู้สูงอายุ  เนื่องจากประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระยะเวลาอันใกล้นี้   แต่อุปสรรคสำคัญที่ผ่านมาพบว่ายังไม่มีหน่วยงานไหนที่ดูแลงานด้านนี้โดยตรง แต่ปัจจุบันเรามียุทธศาสตร์ส่งเสริมความเสมอภาคซึ่งจัดทำมา 4 ปี จนมีแล้ววันนี้ หมายความว่า หลังจากนี้หน่วยงานไหนที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีทำงานเรื่องนี้จะไม่ติดขัดเรื่องรหัสงบประมาณอีกต่อไป

ส่วนทางด้านนักวิจัย  อ. สุเมธ องกิตติคุณ ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่ง ได้ให้ความเห็นว่า ระบบขนส่งสาธารณะควรมีบริการที่เหมาะสม ปัจจุบันอาจยังมีความไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ทั้งเรื่องป้ายรถเมล์ ซึ่งควรเป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงประชากรหมู่มากในกรุงเทพ คนที่อยู่ในหมู่บ้านควรจะสามารถเดินทางไปขึ้นรถสาธารณะได้ มีรถสาธารณะให้ใช้  ทุกชุมชนควรสามารถเข้าถึงป้ายรถเมล์ได้

ในปัจจุบันบางชุมชนอย่างเช่น ย่านชุมชนฉลองกรุงกว่าจะออกจากบ้านไปเจอป้ายรถเมล์ไกลเป็นกิโลเมตร  ไม่นับรวมถึงอุปสรรคบนทางเท้าที่ต้องเลี่ยงไปเดินริมถนนบ้าง ตามซอกแคบบ้าง ต้องระวังรถเฉี่ยวบ้าง ซึ่งคนธรรมดายังเดินได้ลำบาก คนพิการคงไม่ต้องพูดถึง

ปัญหาเหล่านี้หากจะหวังพึ่งพารถไฟฟ้าก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ครอบคลุมหนักไปกว่าเก่า เเถมยังมีอัตราค่าโดยสารที่สูงเกินไปสำหรับผู้มีรายได้น้อย  จากข้อมูลสถิติแห่งชาติผู้ที่มีรายได้ประมาณ เฉลี่ยประมาณ 10,000-12,000 ต่อเดือน  ยังไม่สามารถจ่ายเงินค่ารถไฟฟ้าเป็นประจำได้เลย

ขณะที่  รศ. ดร พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ร่วมแสดงความเห็นว่าการขนส่งสาธารณะสำหรับทุกคนในที่นี้ สำหรับทุกคน ไม่ควรจำกัดหรือวัดเฉพาะ แค่คนพิการผู้สูงอายุ แต่คนธรรมดาก็ต้องได้รับโอกาส  วันนี้ทุกคนมีอุปสรรคในการเดินทางด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้เป็นคนปกติ  ซึ่งต้องเน้นย้ำว่า การขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย คือไม่ว่ายากดีมีจนต้องจ่ายไหว ไม่ว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไรต้องเดินทางได้ ถึงจะเรียกว่า การขนส่งสาธารณะ

โดย รศ. ดร พนิต ได้นำเสนอวทางออกที่พูดซ้ำมาตลอดกว่า 10 ปี ว่าการนำที่ดินของรัฐโดยเฉพาะโดยรอบขอบที่ดินซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ ไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และนำรายได้กลับมาอุดหนุนต้นทุนบริการขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ แต่วิธีนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยเหมือนกับที่อื่นได้ เพราะที่ดินของรัฐนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์ไม่ได้

“เช่น ที่ดินขอบ ๆ ของอู่รถเมล์ ถ้าพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ อย่างอาคารจอดรถ หรือจุดพักรอย่อย ๆ ที่คนสามารถมาใช้ประโยชน์มามีกิจกรรมได้ ก็น่าจะทำให้รัฐได้กำไรจากการบริหารงานระบบขนส่งสาธารณะบ้างไม่ใช่ขาดทุนอยู่อย่างเดียว”

ที่สำคัญจุดตายของขนส่งมวลชนคือเวลาและต้นทุน ประเทศอื่นสามารถทำให้ราคารถไฟฟ้าถูกลงได้เพราะเขามีการแลกสิทธิ์ในการพัฒนาโดยใช้ภาษีลาภลอย เช่น ภาษีจากคนถูกหวยไปเป็นค่าการพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันรถไฟฟ้าไม่ได้แก้ปัญหาจราจรเลย แถมยังวิ่งทับซ้อนกับเส้นทางรถเมล์แต่เป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกันเท่านั้น รถเมล์ชานต่ำก็ไม่สามารถวิ่งได้หรอกในกรุงเทพ เพราะคอสะพานมีมากมายวิ่งไปก็จะติด ! วันนี้ กรุงเทพเรามีการปรับรถเมล์เป็นชานต่ำแค่เพียง 1 สาย”

ในขณะเดียวกัน น.ส รสนา โตสิตระกูล อดีต สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ได้ย้ำหัวใจสำคัญว่า

“การพัฒนาเรื่องละเอียดแบบระบบเดินทางจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไข”


ระบบการขนส่งในกรุงเทพฯ มีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงรถสาธารณะ คนบ้านอยู่ในซอยลึก ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลประหยัดกว่า หรือถ้าจะขับรถยนต์ออกไปนั่งรถไฟฟ้า ก็จะติดปัญหาเรื่องที่จอดรถ ถ้าพูดถึงระบบ เป็นอะไรที่ใหญ่มากและแก้ไขปัญหาลำบาก หน่วยงานทั้งหลายควรให้ประชาชนมาร่วมระดมความคิด  เช่น  ในพื้นที่ชุมชนของแต่ละคนก็ให้มาร่วมคิดหาวิธีกัน จะเดินทางโดยสะดวก และประหยัดต้องทำยังไง ทำอย่างไร การระดมความคิดแต่ละพื้นที่แล้วช่วยกันแก้ปัญหา จะมีความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหามากกว่า

ส่วนการเดินทางแบบทางเลือก ยังไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ เช่น ขี่จักรยานก็อาจจะโดนรถยนต์ชนตายได้  เราเลยเห็นถนนส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยรถส่วนตัว พอมีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน ก็กลายเป็นทางเลือกที่เราเลือกไม่ได้ ที่สำคัญหากพิจารณาให้ดีการมีรถไฟฟ้าบางครั้งอาจยิ่งสร้างเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม อย่างเช่นคนที่มีบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณที่ต้องเวนคืน ไล่รื้อ ก็ทำให้เขาสูญเสียโอกาส

ดังนั้น การขนส่งสาธารณะในปัจจุบัน ไม่ได้ตอบสนองความเป็นอยู่ของคนทุกคน แต่กลายเป็นทางเลือกของคนที่มีอำนาจในการจ่ายเพียงแค่นั้น

 

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของ “วาระคนกรุงเทพ” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเพื่อทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาของมหานครได้คลี่คลาย ท้ายที่สุดแล้ววิทยากรทุกท่านเชื่อมั่น ว่าหากมีการรวมพลังทางสังคมเพื่อนำเสนอ หรือเรียกร้องให้มีการเเก้ปัญหาจะนำมาซึ่งวิธีการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเฝ้ารอเเต่เพียงการพัฒนาแบบบนลงล่าง(top down) เท่านั้น

 

Story & Capture : chidchanok Thangsupachai

Editor by TheThaiact