ลายพรางไม่มีทางกลายพันธุ์

ในซีรี่ย์สัญชาติอเมริกันเรื่อง Game of thrones : มหาศึกชิงบัลลังก์  มีประโยคที่ตัวละครหลักขี่มังกรกล่าวกับเหล่าทาสผู้ถูกกดขี่ว่า เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่จะหยิบยื่นกันได้ มันเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ถ้าพวกเจ้าอยากได้มันคืน ก็ต้องไขว่คว้าหามันเอง หลังจากนั้นผู้พูดได้รับการคุกเข่ายอมรับและได้กลายเป็นผู้ปลดโซ่ตรวนของเหล่าทาสในทันใด หากย้อนกลับมามองที่ยุคสมัยปัจจุบันภายใต้การปกครองของรัฐบาลในประเทศไทย จะมีไหมใครสักคนที่หาญกล้าลุกขึ้นมาร่ายประโยคเท่ ๆ ให้พวกเราได้ฟังกัน ?

เมื่อบรรยากาศของประเทศกำลังเปิดประตูสู่ช่วงเวลาเลือกตั้งตามโร้ดแม็ปของนายกรัฐมนตรี วันนี้ ไทยแอ็ค จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับ ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง หรือหมวดเจี๊ยบ อดีตรองโฆษก และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในหลาย ๆ เรื่อง อย่าเพิ่งตัดสินเธอด้วยเหตุผลด้านรสนิยมทางการเมือง หากยังไม่ได้ลองอ่านข้อความต่อไปนี้

 

ถามในฐานะนักการเมืองก่อน ว่าในสนามเลือกตั้งครั้งนี้เห็นว่า นักการเมืองน้ำดีที่จะเข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศควรมีคุณสมบัติอย่างไร ?

“คุณสมบัติที่ดีของนักการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการบ้านเมือง แต่ต้องมีความกล้า ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับแรงเสียดทาน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองด้วย เพราะในความจริงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้คนยึดถือปฏิบัติกันมาในสังคม ซึ่งเราถามตัวเอง สำรวจใจตัวเองแล้วว่าเราพร้อมที่จะปะทะ ที่จะถูกต่อต้าน เราพร้อมจะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ด้วยอุดมการณ์ ด้วยการเดินไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของการเชื่อว่าเรากำลังสิ่งที่ดีอยู่”

 

หมายความว่ามีธงอยู่ในใจว่าอยากทำอะไร และนั่นก็เป็นสิ่งที่ผู้คนยึดถือปฏิบัติกันมาในสังคม ?

“ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธเลย ว่าสิ่งที่อยากทำมากที่สุดคือ เรื่องปฏิรูปกองทัพ จริง ๆ เราก็ทำในระดับที่ทำได้มาตลอด เช่น การให้ข้อมูลอย่างถูกต้องอย่างตรงไปตรงมากับสื่อมวลชน จากประสบการณ์ของคนที่อยู่ในกองทัพรับราชการทหารมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความเสี่ยงมหาศาล แต่เรารู้สึกว่าตอนนี้เราพอใจกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ลมหายใจของวันต่อไปหลังจากนี้มันเป็นการทำงานด้านสังคม และเรื่องการปฏิรูปกองทัพก็เป็นการทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคมในแบบของเรา”

 

ปฏิรูปกองทัพ ฟังดูเป็นหตุผลทางการเมือง แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ?

“เริ่มต้นต้องบอกว่า กองทัพควรปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลทั้งหมดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เปลี่ยนไป นิยามของคำว่า “ความมั่นคง” ควรจะเปลี่ยน  กฏระเบียบ นโยบายของกองทัพไทยมันเป็นกฏระเบียบที่ออกมาในวันที่โลกอยู่ในยุคสงครามเย็น เพราะฉะนั้นระเบียบข้อบังคับหลักเกณฑ์อะไรหลาย ๆ อย่างมันไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก จากอดีตจนถึงปัจจุบันเราดันยึดติดกับการบริหารจัดการกองทัพในรูปแบบเก่า ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบว่าด้วยเรื่องของการห้ามผู้หญิงที่เป็นทหารแต่งงานกับคนต่างด้าวรวมถึงฝรั่งนะ ในยุคเดิมเราเข้าใจได้นะว่ามันเป็นเรื่องของสายลับ เรื่องการเข้ามาหลอกแต่งงานกับคนไทยเพื่อแทรกซึมหาข่าว แต่ทุกวันนี้การเป็นสายลับแทบจะไม่ต้องลักลอบเข้ามาในประเทศเลย เขาสามารถจะใช้เทคโนโลยีได้ อย่างแค่ใช้กูเกิลเอิร์ทธก็มองเห็นหลังคาบ้านเราได้แล้วโดยไม่ต้องออกจากโต๊ะทำงานเลย เพราะฉะนั้นโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราก็จำเป็นต้องมีการทบทวนว่ากฎเกณฑ์ หรือระเบียบไหนที่มันไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทีนี้หากเราสามารถปฏิรูปโครงสร้างได้เราจะเห็นความจำเป็นเรื่องการใช้จ่ายเงินว่าอะไรควรจ่ายไม่ควรจ่าย ไม่ใช่ทุกปีทุ่มไปกับงบประมาณในการทหาร ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียว

ก็ยังฟังดูเป็นเรื่องการเมืองที่ลดกำลังขั้วตรงข้ามไม่ใช่หรือ ?

“ฟังดูอาจเป็นแบบนั้น แต่ถ้ายกตัวอย่างเพิ่มเรื่องการเกณฑ์ทหาร กองทัพต้องเริ่มจากการทบทวนว่ากำลังพลทั้งหมดที่เหมาะสมกับภารกิจควรจะเป็นเท่าไหร่ แล้วสัดส่วนของทหารเกณฑ์ที่คุณจะเรียกเข้ามาในกองประจำการควรจะเป็นเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าประกาศยอดออกมาแต่ละปีก็ตอบสังคมไม่ได้ว่าเอาตัวเลขมาจากไหน คำนวณจากฐานข้อมูล หลักการอะไร  ปีล่าสุดนี้ประกาศเรียกกว่า 140,000 นาย ถ้าในความเป็นจริงเราไม่ได้ต้องการกำลังพลเพิ่มปีละแสนกว่าคนล่ะ ดังนั้นควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารโดยบังคับนี่มันเป็นยุคสมัยที่ต้องใช้องค์ประกอบของข้อมูลกับสติปัญญา ไม่ถือเอาแค่มีธรรมเนียมปฏิบัติมา  แล้วพอสามารถลดขนาดหรือบริหารจัดการเรื่องปริมาณของกำลังพลได้ กองทัพก็จะสามารถมีงบประมาณมาจัดสรรเพื่อการพัฒนาศักยภาพของกองกำลังที่แท้จริงได้  ไม่ใช่ไปหยิบเอาใครก็ได้มาใส่ชุดทหารสองปี โดยประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเขา รวมทั้งอาจเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งต่อตัวเขาเองและประเทศ ถ้าลองเปลี่ยนมาใช้ระบบอาสาสมัคร เราก็จะได้คนที่เขามีความพร้อม มีใจรักในการทำงานเพื่อประเทศ ก็มีแนวโน้มว่าน่าจะได้คุณภาพและความใส่ใจในงานมากกว่าด้วยซ้ำ

 

 คนไปเป็นทหารเกณฑ์ปีสองปี ประเทศชาติจะเสียหายอะไรกัน ?

“บ้านเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยนะ การที่แรงงานหลักหนึ่งคนถูกพรากออกจากบ้านไปด้วยความกดดันบนบ่า ว่าต้องรับใช้ชาติ โดยที่ไม่ได้เต็มใจ มันอาจทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาได้ แรงงานของประเทศหายไปปีละเป็นแสนคนยังเป็นเรื่องเล็ก ๆ อยู่ไหม?  ถ้าเขาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเขาจะสามารถสร้างรายได้ สร้างมูลค่าให้กับองค์กร ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล แทนที่กองทัพกับประชาชนจะช่วยกันถมช่องว่าง แก้ปัญหา กลับกลายเป็นว่ามันทำให้ช่องว่างระหว่างวัยที่จะเป็นปัญหาของสังคมกว้างขึ้นไปอีก แล้วทุกวันนี้ภาคธุรกิจก็ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เราจะไปทำให้คนที่เขาไม่สมัครใจ ไม่พร้อมจะร่วมงานกับกองทัพมาทำให้เกิดปัญหาซ้อนปัญหากลายเป็นว่าเพิ่มปัญหาสังคมเพื่ออะไร แล้วยิ่งโลกสมัยใหม่เป็นโลกของความโปร่งใส ประชาชนต้องการให้หน่วยราชการมีความรับผิดชอบ มีธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบ และให้เหตุผลพวกเขาได้ ไม่ใช่เอาแต่อ้างคำว่า “ความมั่นคง” อย่างเดียว…แล้วถามหน่อยที่ผ่านมาเราสามารถตรวจสอบการทำงานของกองทัพได้หรือเปล่า”

 

แปลกนะที่อดีตคนในกองทัพเอง มาพูดเรื่องแบบนี้ ถ้าแบบนั้นมีแนวทางที่ดีกว่าปัจจุบันเสนอไหม ?

“ต้องบอกว่าเราอยากเป็นคนที่บุกเบิก แล้วก็ลุกขึ้นมาเรียกร้องเรื่องนี้ต่อสังคม เพราะอย่างที่เกาหลีใต้มีองค์กรหนึ่งซึ่งลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้เรื่องสิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารและการเข้าร่วมสงคราม ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าคนทุกคนมีความสำคัญ และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่า เพศ ศาสนา สถานะทางสังคมจะเป็นยังไง และจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ลุกขึ้นมาทำงานเพื่อพัฒนาตัวเองได้ด้วย ทีนี้เราน่าจะให้สิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารและการเข้าร่วมสงคราม (conscientious objector military service) ถ้าหากการนั้นสวนทางหรือไม่สอดคล้องกับศีลธรรมในใจ หรืออาจด้วยความขัดแย้งกับหลักศาสนา จริง ๆ เรื่องนี้เป็นสิทธิที่สหประชาชาติรับรองแต่ไม่เคยถูกพูดถึง และไม่เคยถูกระบุในรัฐธรรมมนูญของประเทศไทย นอกจากนั้นการนิยาม คำว่า “ความมั่นคง” ต้องเอาใหม่ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาจำกัดความ เพราะโลกสมัยใหม่ เรื่องความมั่นคงไม่ใช่แค่การสู้รบ สงคราม หรือการต่อสู้ตามแนวชายแดนอีกต่อไปแล้ว อย่างนโยบายบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวก็มีการอ้างถึงเรื่องความมั่นคงในการจำกัดสิทธิให้แรงงานทำ หรือไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นความมั่นคงในยุคสมัยใหม่มันเปลี่ยนรูปแบบไป การใช้อินเตอร์เน็ตก็มีผลต่อความมั่นคง เหล่านี้กลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปทั้งสิ้น นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้กองทัพเป็นหน่วยงานเดียวที่ผูกขาดจัดการแต่เพียงผู้เดียว ต้องทำให้ภาคประชาสังคม ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อความโปร่งใส และเพื่อการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ไม่ใช่พอมีคนถามว่าความมั่นคงของประเทศนี้คืออะไร ก็ต้องนิ่งใบ้โยนไปถามกองทัพ ซึ่งไม่สามารถมีใครตรวจสอบถกเถียงอะไรได้”

ฟังดูน่าสนใจ แต่โครงสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนิยามความหมายของความมั่นคงมันจะเป็นไปในรูปแบบไหน ?

          เรื่องวิธีการ เราก็จำเป็นต้องช่วยกันออกแบบช่วยกันดู แต่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ดูระบบของโรงเรียนที่มีสมาคมผู้ปกครอง การที่กองทัพจับคนไปเกณฑ์ทหารเป็นแสนคนต่อปี โดยที่ผู้ปกครองของเขาไม่ได้มีส่วนรับทราบสถานการณ์ ไม่ได้ร่วมกำหนดแนวทางการฝึกฝนดูแลอะไรเลย ก็ไม่น่าจะเป็นวิถีทางที่ถูก ซ้ำร้ายในกรณีมีเหตุการณ์อย่างทหารถูกซ้อม หากนับตั้งแต่ปี 2552 นี่เป็นรายที่ 10 เข้าไปแล้วที่เราได้ยินข่าว ไหนจะที่ไม่ได้ยินอีก ซึ่งอีกเก้ารายก่อนหน้านี้คือเสียชีวิตทั้งหมด รายที่สิบยังอยู่ในห้องไอซียูจนถึงตอนนี้ แล้วกองทัพได้มีกระบวนการในการแก้ปัญหา ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีแนวโน้มพัฒนาบ้างไหม ? ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็เปิดปฏิทินรอนับรายที่สิบเอ็ดสิบสองได้เลย”

 

ทั้งหมดนี้ประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ยังไง ?      

“ในยุคที่ประชาชนตื่นรู้ ประชาสังคมตื่นตัวในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการบ้านเมืองมากขึ้น กองทัพจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปให้มีความทันสมัย และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงาน แต่ประชาชนเองก็จำเป็นต้องตรวจสอบ เคลื่อนไหวไม่นิ่งเฉยด้วยหากมีช่องทางมีโอกาส ที่ผ่านมาเรามีความเป็นพลเมืองแบบที่เรียกว่า Active Citizen กันน้อยเกินไป เราสนใจแต่ปัญหาตรงหน้า ไม่ได้เห็นว่าปัญหาทั้งมวลเชื่อมโยงกัน ยิ่งถ้าเราลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาสังคมได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ผู้กำหนดทิศทางนโยบายในการบริหารจัดการประเทศเพิ่มวินัย เพิ่มความระมัดระวัง และเพิ่มธรรมาภิบาลมากขึ้นเท่านั้น”

 

หลังจากได้พูดคุยกันสั้น ๆ เมื่อได้สอบถามถึงอนาคต หมวดเจี๊ยบ ก็ยังคงยืนยันว่าจะตั้งมั่นในแนวทางของตัวเอง และแนวทางของพรรค และไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปไหน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดจากประสบการณ์การทำงานการทหารและการเมืองมาอย่างยาวนานทำให้ได้เห็นมุมมองของเธอมากขึ้น ซึ่งความตั้งใจเหล่านี้ไม่ได้ถูกปิดให้เป็นความลับแต่อย่างใด แม้จะเป็นเรื่องยากยิ่งในวันที่ลายพรางไม่มีทางกลายพันธุ์ แต่ความฝันของหญิงสาวควรได้รับการรับฟัง

 

 

สัมภาษณ์ เรียบเรียง และ Artwork โดย : นพพล ไม้พลวง