เคียงริมโขง

แม่ปาน เคียงริมโขง: การมีสุขภาวะทางเพศที่ดีเป็นสิทธิของร่างกายเรา

โครงการเคียงริมโขง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 โดยทำงานเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ ให้กับชุมชนในตำบล ห้อยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมทั้งยังทำงานเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ของสมาชิกในชุมชนและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการสร้างทัศนคติเชิงบวก เพื่อทำให้ผู้คนสามารถแบ่งปันและเรียนรู้เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและสะดวกใจมากขึ้น เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่โครงการเคียงริมโขงทำงานด้านสุขภาวะทางเพศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง วันนี้ TheThaiact ได้พูดคุยกับ คุณปภาดา ทะอาจ หรือ แม่ปาน ผู้ประสานงานโครงการเคียงริมโขง เกี่ยวกับแนวคิดการทำงานและความเป็นมาของการเข้ามามีส่วนร่วมทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์

 

Q: หลักๆแล้วทางโครงการเคียงริมโขงทำงานในประเด็นอะไรบ้าง?

เราเป็นองค์กรเล็ก ๆ ที่จัดตั้งที่ ต.ห้อยซ้อ อ. เชียงของ จ. เชียงราย เราทำงานให้ความรู้ชาวบ้านในท้องที่เกี่ยวกับเรื่องเชื้อเอชไอวี(HIV), โรคเอดส์(AIDS), โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเรื่องท้องไม่พร้อมของวัยรุ่นในชุมชน ถ้ามองเป็นภาพรวมก็คือ เรื่อง สุขภาวทางเพศ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มันเป็นปลายเหตุของการดูแลเรื่องสุขภาวะทางเพศมากกว่า

โครงการของเราส่วนใหญ่เน้นเรื่องการสร้างแกนนำวัยรุ่นหรือแกนนำเยาวชนในพื้นที่ เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้ได้ง่าย และเท่าทันกับยุคสมัยของเขา เพียงแต่ต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุน จากผู้ใหญ่เพื่อให้เขาเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนตัวเองได้ เพราะเราเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุดนั้นต้องเกิดจากคนในพื้นที่เอง

งานอีกอย่างของเราคือ การทำศูนย์บริการที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและคนในชุมชน เราก็จะเปิดศูนย์ที่ชื่อว่า Small Smile  ซึ่งมีทั้งหมด 5 จุดในตำบลห้อยซ้อ โดยเราเป็นศูนย์หลักและยังมีศูนย์ย่อยตามแต่ละพื้นที่ที่เป็นเครือข่ายของเรา เราเป็นศูนย์ที่สนับสนุนเรื่องอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในการดูแลสุขภาวะทางเพศ พวกถุงยางอนามัย ยาคุมฉุกเฉิน ชุดตรวจการตั้งครรภ์ เรามีการอบรมให้ความรู้เรื่อง HIV/AIDS ในเชิงบวก ทั้งเรื่องการป้องกันและการอยู่ร่วมกันโดยปราศจากการตีตรา หรือแม้กระทั่งการสร้างความเข้าใจให้วัยรุ่นในการเพื่อให้เขาสามารถป้องกันตัวเองเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้ รวมทั้งสามารถดูแลสุขภาพทางเพศหรือสุขภาวะทางเพศของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาทั้งเรื่องโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ไม่พร้อม นอกจากเยาวชนเราก็มีการเข้าไปคุยกับผู้ปกครองในพื้นที่ที่เราทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายและไกลตัว แต่มันคือเรื่องของร่างกายของเราที่เราต้องเรียนรู้และปกป้องสิทธิในร่างกายของตัวเอง

อีกอย่างที่พี่ทำคือ สร้างกลไกลคุมครองและป้องกันเด็กในระดับตำบล เราจะมีประชุมกันทั้งเทศบาล โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข แกนนำต่าง ๆ และผู้นำชุมชน จัดตั้งเป็นคณะทำงานของเราเพื่อให้คนในชุมชนไม่มีทัศนคติเชิงลบกับปัญหาพวกนี้และสามารถส่งต่อความรู้แทนเราได้ เพื่อผู้ประสบปัญหาสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้รวดเร็วมากขึ้น

 

Q: จุดเริ่มต้นของการทำงานในประเด็นนี้เกิดจากอะไร?

พี่ปานเองก็เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ติดเชื้อจากสามีซึ่งในยุคนั้นตอนที่สามีเริ่มป่วยและเสียชีวิต เป็นยุคที่มีการต่อต้านคนเป็นโรคนี้กันเยอะมาก เยอะจนแบบผู้ติดเชื้อไม่สามารถมีชีวิตได้อย่างปกติ ลูกพี่ไปโรงเรียน ตอนนั้นเขา 7 ขวบ เขาร้องไห้กลับมาทุกวันเพราะเพื่อนไม่ยอมเล่นด้วย เพื่อนบอกเขาว่าแม่เป็นเอดส์ไม่เล่นด้วยหรอก ตอนนั้นพี่หดหู่ใจมาก สามีก็มาเสียชีวิต เราก็ไม่รู้วิธีจัดการว่าต้องทำอย่างไร มีวันหนึ่งที่พี่จะไปธุระที่ฝั่งลาว พี่เลยเขียนจดหมายเหน็บใส่กระเป๋าลูกให้เอาไปให้คุณครู พี่เขียนว่า “ถ้าใครจะมาว่าลูกชายพี่มาว่าพี่ดีว่าเพราะพี่เองที่เป็นคนติดเชื้อ ไม่ใช่ลูกของพี่”

หลังจากนั้นพี่ก็เริ่มมาคิดว่าถ้าพี่ไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วชีวิตพี่จะเป็นอย่างไร พี่เลยมาขอเป็นอาสาสมัครกับพี่ดาซึ่งเป็นผู้ประสานงานโครงการเคียงริมโขงคนแรก เวลามีอบรมต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์ หรือผู้ติดเชื้อ พี่ก็ขอเขาไปตลอด โดยที่เราอยากเรียนรู้มาดูแลตัวเองเพื่อที่จะได้อยู่ดูแลลูกเพราะเราเคยคิดจะฆ่าตัวตาย พี่เตรียมจะแขวนคอ เขียนจดหมายทิ้งไว้เรียบร้อย เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วแต่เหลือบไปเห็นเสื้อผ้าของลูก ตอนนั้นพี่ก็คิดว่าเราต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้น ถ้าเราตายเราไปคนเดียว แต่ลูกเราจะทำอย่างไร ก็เลยขอมาเป็นอาสาสมัครที่โครงการเคียงริมโขงแล้วก็ได้มาเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามต่อมา

 

Q: จากเมื่อ 20 ปีก่อนถึงวันนี้ โครงการเคียงริมโขงมีการพัฒนาประเด็นการทำงานให้ทันยุคสมัยอย่างไรบ้าง?

เมื่อก่อนเราทำแค่เรื่องเอดส์ หลังจากนั้นก็เริ่มปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเอง พี่ปานเลยคิดที่จะทำงานที่เป็นองค์รวมมากกว่าแค่เรื่องเอดส์ เพราะเรื่องเอดส์มันเป็นแค่ปลายทางปัญหา ต้นเรื่องมันคือสุขภาวะทางเพศของเรา ถ้าเราดูแลตั้งแต่ต้นทางได้ปลายทางมันก็จะไม่เกิด ก็เลยเชื่อมโยงประเด็นทั้งหลายไม่ว่าสิ่งแวดล้อม สุขภาวทางเพศ พยายามเชื่อมให้มันเป็นองค์รวม พยามทำงานกับกลุ่มป้าหมายที่เป็นเด็กมากขึ้น เพราะเราคิดว่าเด็กเป็นวัยที่สามารถเก็บเกี่ยวเรื่องราวได้ดีที่สุดโดยปราศจากทัศนคติที่ไม่ดี แต่เราก็เชื่อว่าคนมันเปลี่ยนได้ เพียงแต่มันต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ทักษะ และความรู้ โดยเราก็เอาตัวเองเป็นกรณีตัวอย่างว่าคนมันเปลี่ยนได้ อย่างตัวเราเมื่อก่อนเป็นแค่แม่บ้านธรรมดา พอได้มาเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง เพิ่มทักษะ เราก็เปลี่ยน มันเปลี่ยนจริงๆ พี่เลยมองว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ รวมทั้งแนวคิดการทำงานด้วยที่มันต้องพัฒนาให้ทันยุคทันสมัยอยู่ตลอด

 

Q: ประเด็นที่เราทำเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในสังคมไทย เวลาทำงานเคยเจอปัญหาอะไรบ้างไหม?

ช่วงแรกที่พี่ทำงานตรงนี้ก็มีบางคนที่ไม่เข้าใจ มองว่าทำไมเรามาคุยเรื่องแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดี เรื่องน่าอายกับเด็ก มาสอนการใช้ถุงยางเหมือนมาสอนให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ เราก็ต้องแลกเปลี่ยนว่าแล้วทุกวันนี้คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กมันไม่มีเพศสัมพันธ์ สิ่งที่เราทำอย่างน้อยเราให้ชุดความคิดเรื่องภูมิคุ้มกัน หรือการป้องกันตัวเอง ร่างกายตัวเองให้กับเด็ก แลกเปลี่ยนกับเด็ก ๆ ในหลาย ๆ สถานการณ์สมมติ มันทำให้เด็กเข้าใจในร่างกายตัวเองและแนวทางป้องกันปัญหามากขึ้น

ก่อนที่จะลงไปแต่ละชุมชนเราก็จะมีการประเมินพื้นที่ก่อนว่าเขารับได้ไหม ถ้ารับไม่ได้เพราะว่าแต่ละหมู่บ้านและพื้นที่ก็มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องเพศ ยิ่งพี่น้องที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาก็ยังมีทัศนคติที่เชิงลบอยู่ หลังจากที่เราชวนเขาพูดคุย แลกเปลี่ยน และประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ตัวเอง เราเลยพบว่าตอนนั้นหลาย ๆ คนมีทัศนะคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้เรื่องร่างกายตัวเอง หลังจากศึกษาอยู่หลายปี ก็เริ่มมีคนสนใจ บางคนก็พาลูกมาหาเราเพื่อให้เราให้ความรู้เลยนะ พี่เลยสร้างแกนนำเยาวชนหรือคนในพื้นที่ ของแต่ละชุมชนขึ้นมาเพื่อที่จะสามารถสื่อสารและทำงานแทนเราในพื้นที่ของตัวเองได้

 

Q: เป้าหมายในการทำงานตรงนี้ของเรามันสิ้นสุดที่ตรงไหน?

พี่คิดว่าจะให้คนทุกคนมาเข้าใจมันไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยพี่คิดว่าถ้าคนเรามีความรู้ความใจที่ชัดเจนและถูกต้อง หมายถึงว่าคุณสามารถดูแลร่างกายตัวเองได้และรู้ว่าควรทำอะไรเมื่ออยู่ในภาวะเสี่ยงหรือตกอยู่ในปัญหาแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องศึกษาอยู่ตลอด เพราะบางทีอิทธิพลของสื่อมันเยอะสามารถทำให้ประชาชนตีตรากันเองและทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไป อย่างเรื่องถุงยางอนามัยบางคนยังคิดว่าคนพกถุงยางคือคนไม่ดี แต่จริงๆมันไม่ใช่ มันคือเครื่องมือทางแพทย์อย่างหนึ่งที่เราจะใช้ปกป้องร่างกายเราจะภาวะเสี่ยงของโรคทางเพศต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งการท้องแบบไม่พร้อม

สุขภาพแข็งแรงไม่ได้หมายความคุณจะไม่เป็นอะไรสักอย่างนะ แต่มันหมายความว่าเมื่อคุณเป็นอะไรมาคุณสามรถเข้าถึงวิธีในการดูแลมันได้ แม้กระทั้งการรู้จักตัวเองว่าร่างกายตัวเองว่าเป็นอะไร  เรื่องเพศก็เหมือนกัน เรามีสิทธิที่จะดูแล ปกป้องร่างกายเรา ถ้าเรารู้ตัวเองแล้วเราก็จะมีทางที่จะเดินต่อได้เอง

__________________________________________________________________

สามารถติดตามการทำงานของโครงการเคียงริมโขงได้ที่ https://khiangrimkhong.wordpress.com/

หรือ Facebook: https://www.facebook.com/krkck/

__________________________________________________________________

 

เรียบเรียงโดย ลักษณพร  ประกอบดี