องค์กรภาคประชาสังคมกับ “ผู้ใช้ยาเสพติด”

“ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิตเป็นพิษต่อสังคม”

“ยาเสพติดพิษร้ายทำลายชาติ”

“คนเสพตาย คนขายติดคุก”

เหล่านี้เป็นวาทกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด ที่เราได้ยินได้ฟังฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก แทบทุกจะหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน มีชุดอาสาสมัครเฝ้าระวังยาเสพติด มีข้อความรณรงค์ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และในข่าวสารบ้านเมือ งเราก็มักจะได้ยินข่าวคราวการจับกุมเกี่ยวกับยาเสพติด ราวกับยาเสพติดไม่มีวันลดหาย หรือกลายเป็น “ศูนย์” ได้จริง ?

หรือแท้แล้วประเทศไทยกำลังจมอยู่ในวังวนของภาพลวงตาเกี่ยวกับการ “ขจัดสิ้น” ยาเสพติด วันนี้ไทยแอ็คชวนมาล้อมวงคุยกับเครือข่ายคนทำงาน “เพื่อการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด” ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเป็นการรวมกันของ ผู้ใช้ เคยใช้ และยังใช้สารเสพติดในประเทศไทย แต่เป้าหมายของการรวมกันครั้งนี้เปลี่ยนไป ไม่ใช่รวมตั๋วรวมเงินกันซื้อยาเสพติดเพื่อเอามาเสพ แต่พวกเขากำลังรวมพลังกันส่งสารบางอย่างแก่สังคม

เช่นนั้นแล้วพวกเขากำลังคิดอะไร? ในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย “ผู้ใช้ยาเสพติด” ที่สังคมชี้นิ้วมาว่าผิด และเป็นหนึ่งในกลุ่ม “คนไม่ดี” วันนี้คุยกับ “สุพจน์ ตั้งเสรีทรัพย์ ผู้จัดการมูลนิธิโอโซน

 

ทำไมมูลนิธิโอโซนถึงทำงานกับกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ?

: ต้องบอกก่อน ว่าเรื่องยาเสพติดเราอยู่กับความเชื่อที่ฝังอยู่ในหัว ไม่ได้อยู่กับข้อเท็จจริงมานานนม เราห้ามคนไม่ให้ทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันผลกระทบที่จะตามมาจากพฤติกรรมของเขาได้ เหมือนกับการใส่หมวกกันน็อค หมวกกันน็อคไม่ได้ป้องกันอุบัติเหตุ แต่ป้องกันผลกระทบที่มันจะรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดก็เหมือนกัน ถ้าเราเชื่อว่ายาเสพติดมันมีมาก่อนเราเกิด มีมานานหลายพันปี แล้วมันก็คงมีมาและจะมีต่อไป คนใช้ยาก็จะมีต่อไป

ในเมื่อเราทำให้คนหยุดใช้ยาร้อยเปอร์เซนต์ไม่ได้ การลดอันตรายก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเป็นทางเลือกในการจัดการปัญหายาเสพติดของประเทศไทย ต้องบอกว่าคนทำงานที่มูลนิธิโอโซน รวมถึงคนที่เริ่มช่วยกันเริ่มแนวทางการทำงานนี้มาก่อน แทบทั้งหมดเคยเป็นคนที่เคยใช้ยาเสพติด บางคนก็ใช้แบบครั้งคราว บางคนก็ใช้เเบบพึ่งพิง เราจึงทำงานบนพื้นฐานที่คิดว่า จากประสบการตอนเราใช้ยา ไม่มีใครทำงานกับเราในเรื่องสุขภาพ ไม่มีใครมาสร้างการเรียนรู้กับเราว่าใช้ยังไงให้ไม่อันตรายจากโรค ไม่มีใครมาสร้างการเรียนรู้ว่ายาเสพติดไม่ใช่ข้อผิดพลาดของชีวิต หลายคนพอเลิกใช้ยา ตอนนี้กลายเป็นโรคเรื้อรัง เป็นไวรัสตับอักเสบซี เอชไอวี มีความเจ็บป่วย เราไม่อยากให้ใครต้องประสบปัญหาเรื่องเเบบนี้ เพราะหลายคนเลิกยามาได้ มีงานทำ มีอาชีพที่ดี แล้วพอมีภาวะเจ็บป่วยการดูแลครอบครัว มันก็ทำได้ไม่เต็มที่

แต่สิ่งที่สำคัญ คือการสร้างคุณค่าในตัวเองของผู้ใช้ยา การทำให้คนมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ว่าการเป็นคนเคยใช้ยาเสพติดหรือเป็นผู้เสพ ไม่ใช่อาชญากรหรือเป็นคนเลวระยำจนต้องรังเกียจตัวเอง แค่สังคมรังเกียจเขาก็เพียงพอแล้วสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า และสามารถอยู่ในสังคม อย่างน้อยก็กลับมาอยู่กับครอบครัวได้

 

: แล้วไอ้การเอาผู้ใช้ยามาอยู่รวมกัน มันเหมาะสมแล้ว?

แน่นอนสิ ! ว่าถ้าเกิดการรวมกันของคนสนใจเรื่องเดียวกัน มันก็จะเกิดการสังเคราะห์พูดคุย ดูแล ถึงแม้ว่าคนใช้ยา มันจะต้องคุยกันเรื่องยาเรื่องการใช้ยาเราก็ไม่ปฏิเสธหรอก เพราะถ้าเป็นการรวมกันของชมรมศิลปะ ก็ต้องคุยกันเรื่องศิลปะ แต่เรากำลังช่วยให้มันมีแง่มุม มีบทเรียนอื่นในการพูดคุย เพราะผู้ใช้ยาแต่ละคนมีชุดประสบการณ์ไม่เหมือนกัน บางคนผ่านการเลิกใช้ยามาได้เเบบพลิกชีวิต บางคนเป็นผู้ใช้ยาที่มีโรคแทรกซ้อน ก็มาเเลกเปลี่ยนกันเรื่องการดูแลตัวเอง การผ่านพ้นช่วงเวลาในการรักษา การที่เกิดการรวมกันเเล้วเขาสามารถพูดความต้องการของตัวเองได้ มันก็จะทำให้สถานการณ์อยากยาผ่อนคลายลงนะ ถ้าลองอยู่บ้าน บอกแม่ว่าวันนี้อยากใช้ยาจังเลย ที่บ้านก็จะด่าว่ามึงจะไปคิดถึงมันทำไม นู่นนี่นั่นโดนด่าอีก แต่ถ้าเขามาพูดในกลุ่มผู้ใช้ยา มันก็ไม่ได้บอกว่ากูจะฝากซื้อยานะ

ทั้งหมดทั้งมวล มันอยู่ที่ว่า เราจะยอมรับได้ไหม ถ้าการรวมกันของเขาส่วนหนึ่งก็จะทำประโยชน์ให้แก่ตัวเขาเอง สังคม เเก่ส่วนรวม ซึ่งมูลนิธิโอโซนเชื่อว่านั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งมันเป็นส่วนใหญ่ มันไม่ใช่การรวมกันในรูปแบบซ่องสุมผู้ค้ายาผู้เสพยา ทีนี้ถ้าเกิดการรวมกันแล้วมันจะน่ากลัวไหม มันก็เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เเต่เราส่วนใหญ่ก็เชื่อว่ามันน่ากลัว โดยไม่ยินดีจะพิสูจน์ถูกไหม? แน่นอนการอยู่รวมกันมันก็ต้องมีกฏ  มีระเบียบมาควบคุม ภายใต้การทำงานของเราก็มีการควบคุมเช่นกัน เพราะเราคงไม่เอาตัวเองมาเสี่ยงกับการติดคุกติดตาราง  ดังนั้นการรวมกันของกลุ่มคนไม่ว่ากลุ่มไหน  ถ้าเป็นไปในทิศทางที่มีประโยชน์มันก็จะมีประโยชน์ ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าที่ไหนปลอดภัย เขาก็จะไปที่นั่น ในอนาคตมันเป็นเรื่องของการนำไปสู่การบำบัดรักษา การลด การนำพากันเลิกยาเสพติด

: ไม่ใช่ว่ารัฐก็มีหลักสูตรลด ละ เลิก ยาเสพติดพวกนี้อยู่หรือ?

สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเนี่ย ผู้ใช้ยาไม่มีสิทธิเลือก รัฐ เลือกให้ทั้งหมด มันก็ขัดแย้งนะ เพราะในกฏหมายเรามีวาทกรรมที่ถูกระบุมายาวนานเป็นสิบปีว่า “ผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย” ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยนะ วันนี้คุณเลือกได้ว่าคุณจะนอนอยู่บ้าน คุณจะเดินไปซื้อยาพาราฯที่ร้านขายยาไปหาหมอที่คลีนิคหรือโรงพยาบาลก็ได้

แต่ผู้ใช้ยาเนี่ยเป็นผู้ป่วยแบบไหน ? เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีสิทธิรักษา หรือปฎิเสธการรักษา คนใช้ยาไม่มีสิทธิปฏิเสธการรักษาและไม่สามารถเลือกวิธีการรักษาให้ตัวเองได้ ต้องใช้วิธีการที่รัฐเลือกให้เท่านั้น บังคับตรวจฉี่ จับกุม ส่งบำบัด ส่งบำบัดกับค่ายทหารนะไม่ใช่ไปเจอหมอ มันจึงกลับไปที่ว่า วิธีการที่รัฐใช้ในการักษาผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ มันเหมาะกับแต่ละบุคคลหรือเปล่า เพราะตอนนี้เรามีอยู่ทฤษฎีเดียว มันเหมือนเย็บเสื้อโหลให้ทุกคนใส่บางคนก็ฟิตไป บางคนว่าใหญ่ไปเล็กไป สิ่งที่ตามมา ถ้าเรายังคงดำรงนโยบายวิธีปฏิบัติแบบนี้อยู่เเล้วปัญหายาเสพติดมันจะหมดไปตามฟองน้ำลายที่เราพูดกันไหม ?

 

: หมายความว่าเราแก้ปัญหาไม่ถูกวิธี ?

ต้องบอกว่าประเทศไทยโหยหาสูตรสำเร็จในการทำให้คนเลิกยามาก แต่ว่าประเทศไทยเองก็กลับปฏิบัติการด้านสื่อสารในการที่จะทำให้รังเกียจผู้ใช้ยาเหลือเกิน มันก็มีปัญหาว่า หลายคนที่เคยใช้ยา หรือต้องเดิน ต้องกินต้องนอนข้างถนน พอวันหนึ่งเขากลับมาเรียน กลับมาทำงาน หยุดใช้ยาแล้ว พูดไม่ได้ว่าเขาเคยติดยาเสพติด เพราะมันมีผลกับงานการจึงทำคนใกล้ตัว ชุมชน สังคม ประเทศ ก็เลยไม่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากประสบการณ์อะไรของเขาเลย ว่าเขาทำอย่างไรถึงสามารถหยุดใช้ยาได้  ดูแลตัวเองได้ กลับมามีชีวิตที่ดีได้ ประเทศไทยกำลังทำให้ตัวเองเสียประโยชน์จากคนมหาศาล เพราะร้อยละร้อยของคนที่ใช้ยาเสพติด ไม่ใช่คนที่ใช้ยาเสพติดเเล้วมีปัญหา ซึ่งการใช้ยาเสพติดเองมันก็มีระดับ

บางคนใช้ยาเป็นครั้งคราว บางคนใช้ยาในภาวะพึ่งพิง ซึ่งกลุ่มผู้ที่ใช้ยาเสพติดในภาวะพึ่งพิง จำเป็นต้องได้รับการดูแล บำบัด รักษา อย่างเต็มที่แต่หลายคนที่ใช้ยาเพื่อความสนุก บันเทิงเป็นครั้งคราวคนเหล่านี้ดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งอะไรกับเขา  แต่นโยบายของรัฐก็คือ ตั้งด่านตรวจฉี่ ถ้ามีสีม่วงต้องไปบำบัดทั้งหมด ระหว่างที่เข้าไปบำบัดระหว่างนั้น ถ้าเขาเป็นพวกใช้ยาครั้งคราวไม่ได้ติด ไม่ได้พึ่งพิง เขาต้องทำอย่างไรกับชีวิต เขาอาจขาดงาน ขาดรายได้ระหว่างที่หายหัวไปจะบอกที่ทำงานว่าไปไหนมา ?

จะกลับไปทำงานก็ไม่ได้เพราะขาดงานนานจนกลายเป็นคนตกงาน รัฐบาลก็สนับสนุนด้วยการฝึกอาชีพให้คนเหล่านี้ เพื่อหวังว่าเขาจะมีอาชีพ แล้วจะไม่กลับไปหายาเสพติดอีก  แต่ถ้าหากมองดี ๆ แสดงว่าคนเหล่านี้มีอาชีพอยู่แล้ว แต่คุณก็เอาเขาไปบำบัด ทำให้เขาตกงาน แล้วคุณก็ย้อนกลับมาส่งเสริมฝึกอาชีพ ดังนั้นเราต้องทำให้ผลกระทบจากการจัดการปัญหายาเสพติดลดลง แล้วเราจะทำให้คนที่ใช้ยาหลายคนที่ไม่มีปัญหายังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

: ยังยืนยันว่ามันหมายถึงเราแก้ปัญหายาเสพติดไม่ถูกวิธีไม่ถูกวิธี ?

จะบอกว่า คนที่หยุดใช้ยาไปแล้วเนี่ย ได้รับโอกาสน้อยมากจากสังคม ทั้งยังโดนกระทำการละเมิดสิทธิ การเลือกปฎิบัติ จริง ๆ เราทุกคนก็โดนแบบนั้นนะ เริ่มตั้งแต่ถ้าวันนี้มีการตั้งด่านตรวจปัสสาวะ เราจะไปฉี่ที่ไหน ? ข้างทาง ? ซอกรถ ?  การที่มนุษย์คนหนึ่งต้องถูกบังคับให้ควักอวัยวะเพศมาฉี่ข้างทางนี่มันก็น่าเห็นใจนะ อีกอย่างถ้ารัฐมองว่ากลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด ต้องย้ำว่าผู้ใช้นะ ไม่ใช่ผู้ค้า เพราะในทางกฏหมายมันมีกระบวนการการแบ่งระดับ แบ่งชั้นของโทษยาเสพติดอยู่แล้ว หากมองว่าผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย ก็ควรให้สิทธิในการรักษากับเขาได้ด้วย ลองเทียบกันดูหากเราฆ่าคนตายมีหลักทรัพย์ ยังได้รับสิทธิประกันตัวนะแต่หากโดนข้อหาเสพยาเสพติดประกันตัวไม่ได้ ต้องรอตรวจพิสูจน์ ว่าปัสสาวะเรามีสารเสพติดจริงไหม  ระหว่างรอพิสูจน์ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน หรือส่วนใหญ่นานกว่านั้น  ก็จะถูกคุมขังในสถานตรวจพิสูจน์ ซึ่งมันตั้งอยู่ในคุก แล้วก็บอกว่านี่ไม่ใช่คุก แต่ใช้ระเบียบทุกอย่างเหมือนนักโทษ แบบนี้เรามาถูกทางแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?

 

 

: ถ้าเช่นนั้น งานโอโซนทำกำลังนำเราไปสู่สังคมเเบบไหน แล้วในฐานะคนภายนอกช่วยอะไรได้บ้าง ?

เรากับอาสาสมัครทุกคนกำลังทำงานเพื่อลดทัศนคติ ที่บอกว่าผู้ใช้ยาเป็นภาระ เเต่เราจะเปลี่ยนเป็นพลังของสังคม โดยการมาสร้างกลไกกลุ่ม ในการสร้างชุดความรู้ ในการดูแลสุขภาพกันเอง แสวงหาทางเลือกในการจัดการเรื่องยาเสพติด เช่น การลดอันตรายจากการใช้ยา การให้บริการด้านสุขภาพ การส่งต่อรักษาในกลุ่มผู้ใช้ยา

ดังนั้น ถ้าคนมองว่าผู้ใช้ยาไม่ใช่คนที่มีเกียรติ คนที่มีค่ามันก็ยากจะแก้ปัญหายาเสพติด เพราะการที่เขามองตัวเองเป็นแค่ผู้ใช้ยาใครจะมาฟัง เท่านี้ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ไล่มาตั้งแต่สถาบันครอบครัว ชุมชน สื่อ รัฐ มองผู้ใช้ยาเป็นบุคคลอีกระดับ แน่นอนว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่า มีคุณค่าไม่เท่าคนอื่น  จะทำอะไรกับกลุ่มผู้ใช้ยาก็ได้  ต้องบอกว่าคนเรามักมองเรื่องการใช้ยาเสพติดมาเป็นทั้งหมดของชีวิต

คนหนึ่งคนเนี่ยมีความเป็นพ่อ เป็นเเม่ เป็นพี่ เป็นน้อง มีอาชีพ มีสังคม พอเวลาคนหนึ่งถูกรู้ว่าเป็นผู้ใช้ยานะ การถูกยอมรับในความสามารถในตัวมันหายไปหมดเลย มันจะถูกตีว่าไอ้นี่เป็นผู้ใช้ยา เราจึงเป็นภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่เสนอทางเลือกในการจัดการด้านยาเสพติด ที่ไม่ใช่แค่การปราบปราบจับกุมทำให้หมดไป คนในสังคมไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากไปกว่าการทำความเข้าใจว่า ปัญหายาเสพติดไม่ได้แก้ให้หมดไปด้วยนโยบายแบบเย็บเสื้อโหล วันนี้ต้องบอกว่าเราทุกคนมีโอกาสเป็นผู้ใช้ยาทั้งนั้น จะทำยังไงให้การ “ทดลอง” ใช้ยาของคุณไม่ใช่ความผิดพลาดทั้งหมดของชีวิต และคุณก็ยังมีโอกาสในการลดอันตรายจากการใช้ยาของคุณเอง รวมทั้งคนอื่น ๆ ยังมีโอกาสในการได้เรียนรู้บทเรียนจากคุณ และนำไปสู่การแก้ปัญหายาเสพติดที่เป็นจริงได้ นั่นเป็นหน้าที่ของพวกเรา

แล้วจริง ๆ มูลนิธิโอโซนก็ยังทำอีกหลายอย่าง ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล พาเพื่อผู้ใช้ยาไปรับสารทดเเทนที่สถานบริการสาธารณสุข รวมทั้งทำงานเรื่องกฏหมายนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดในประเทศไทย วันนี้ปัญหาคนล้นคุกเราเห็นกันอยู่แล้วว่าครึ่งหนึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าเราไม่มาช่วยกันคิด หยิบขึ้นมาคุยกันบนโต๊ะช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่เอาแต่บอกว่าเรื่องยาเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราจะมีสังคมไทยที่ปราศจากยาเสพติดได้จริงไหม ?

 

______________________________________________________

THETHAIACT