Mojo นักสื่อสารชายแดนใต้

ผู้ฉายภาพความจริงที่สวยงามท่ามกลางข่าวความรุนแรงทุกวี่วัน

__________________________________________________________

วันนี้ไทยแอ็ค ขอเชิญชวนทุกท่านไปรู้จักกับสื่อสร้างสรรค์กลุ่มแรก ๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้พวกเขาลองผิดลองถูก สนับสนุนให้ชาวบ้าน และคนชุมชนลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของตัวเอง ท่ามกลางวงล้อมของข่าวสารเรื่องความรุนแรงทุกวี่วัน

Mojo คือกลุ่มภาคประชาสังคมที่มีแกนนำหลักอยู่ในจังหวัดปัตตานี พวกเขาเริ่มต้นจากการเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนพื้นที่ชายแดนใต้ ได้ออกมาร่วมกันสื่อสารเรื่องราว ความสวยงามใกล้ตัว ทั้งเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมอย่างเรือกอและ ขนมพื้นบ้าน เทศกาลท่องเที่ยว และแนะนำสถานที่สวยงาม แต่ที่มากกว่านั้น พวกเขายังสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชนด้วยการเปิดการอบรมนักสื่อสารชายแดนใต้มาตลอดขวบปีที่ผ่านมา

เพาซี ยะซิง แกนนำของกลุ่มเฌอบูโด ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Mojo เล่าให้ฟังว่า “ปกติการอบรมเขาจะเอาชุมชนมาอยู่ในโรงแรม แต่เราอยากให้ชุมชนอยู่กับที่ของเขา แล้วนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ที่ตัวเองเห็น ตอนนี้เรามีกลุ่มแกนนำและอาสาสมัครมากกว่า 10 คน มีผลงานที่ผลิตกันเองใน 6 ชุมชนมากกว่า 200 ชิ้น เป้าหมายของเราไม่ได้สอนให้คนถ่ายรูปสวย แต่เราสอนให้พี่น้องในชุมชนสามารถสื่อสารเรื่องตัวเองออกมาให้ได้”

จากเหตุมรสุมและดินถล่มในพื้นที่แถบอำเภอปะนาเละ จังหวัดปัตตานี ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจโดยการใช้สื่อกลางนำเสนอสถานการณ์ความยากลำบาก และทำให้ชุมชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ต่อเรื่องนี้แกนนำกลุ่มได้ย้ำว่า

“Mojo เป็นตัวแทนในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ที่มีมากกว่าสถานการณ์เหตุการณ์ความรุนแรง และถ่วงดุลกระแสความวิตกกังวลที่มีต่อผู้คนในสามจังหวัดชายแดน เพราะไม่ใช่ทุกพื้นที่จะมีแต่ความรุนแรง เราไม่ปฏิเสธว่าภูมิภาคนี้ยังมีความรุนแรง แต่เราต้องร่วมกันทำให้เห็นว่ามันไม่ได้มีแต่ความรุนแรงเพียงอย่างเดียวนะ ที่สำคัญเรายังอยากให้เกิดกลไกช่วยเหลือกันและกันไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม อย่างน้อยก็ดีกว่าจะต้องนั่งรอให้คนอื่น หรือภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ”

จากกลุ่มนักสื่อสารชายแดนใต้ Mojo กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความสงบในพื้นที่ ด้วยการ สร้างบรรยากาศในการพูดคุย ทำความเข้าใจจากพื้นที่ชายแดนใต้สู่สังคมวงกว้าง เครือข่ายนักสื่อสารเมื่อพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงเรื่องการที่ปราศจากความรุนแรงในพื้นที่สีแดง ก็จะร่วมผลักดันให้เกิดกระบวนการสันติภาพ นำไปสู่การพูดคุยในอนาคต

“ผมหวังว่าพลังของการสื่อสารเล็ก ๆ ในชุมชน จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ ด้วยมิติของสื่อส่วนกลางก็ไม่แปลกที่จะสนใจแต่ข่าวความรุนแรง ดังนั้นคนในชุมชนเองจำเป็นต้องช่วยกันทำให้เห็นว่าต้นทุนของทุกคน ทุกชุมชนมีคุณค่าพอที่จะนำเสนอ เมื่อเรากล้าพอจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องของเรา ก็แสดงให้เห็นว่า เราไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เราทั้งหมดเป็นฝ่ายเดียวกัน คือฝ่ายที่อยากให้เกิดสันติภาพและความสงบ”