พิธีรับลูกสาวกลับบ้าน ปฐมบทแห่งหลักฐานการมีอยู่ของสตรีม้ง

ตามความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวม้งโบราณนั้น ผู้หญิงไม่สามารถลุกขึ้นมาพูดในที่สาธารณะได้ ไม่สามารถกระทำการคำนับทั้งภูตผีเทวดาแม้กระทั่งศพบรรพบุรุษ ทุกมื้ออาหารตลอดทั้งชีวิตต้องกินข้าวหลังจากผู้ชายอิ่ม และเพราะพวกเธอเกิดเป็นสตรี การไปร่วมพิธีกรรมและร่วมตัดสินใจใดใดในหมู่บ้าน ชุมชนก็จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมหรือมีปากเสียง จนถึงขนาดผู้หญิงม้งบางคนเชื่อว่า พวกเธอห้ามฉลาด จึงถูกห้ามเรียนหนังสือ เพราะเมื่อเติบโตไปต้องแต่งงานเป็นสมบัติของสามีไปอยู่กินกับสามี

นอกจากนี้ยังมีหนึ่งความเชื่อ คือหญิงที่ออกเรือนไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาอยู่บ้านซึ่งเป็นถิ่นฐานของครอบครัวเดิมได้ ไม่ว่าสามีของเธอจะตาย หรือเกิดเหตุการณ์หย่าร้าง เพราะจะเป็นการผิดผีอย่างร้ายแรง ต่อเรื่องนี้ รัชดา วชิรญาณ์ ประธานเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย เล่าถึงความหลังให้ฟังว่า

“ผู้หญิงม้งเรา พอแต่งงานแล้วต้องรู้แค่ ไม่ว่าผัวจะดีจะชั่วหรือมีเมียใหม่ก็ต้องทนอยู่กับผู้ชายคนนั้น เพราะถ้าเราหย่าร้างแล้วกลับมาพึ่งใบบุญที่บ้าน ขอข้าวขอน้ำกิน จะกลายเป็นเรื่องผิดผี ทำชื่อเสียงของตระกูลเสียหาย ต้องรีบหาสามีใหม่ ถึงขนาดว่าเราไม่สามารถเข้าบ้านได้แล้วระหว่างนั้นถ้าหญิงหม้ายตายก่อนจะสามีใหม่ได้ พิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะถูกตั้งนอกบ้าน บางรายตายไปแล้วต้องตั้งศพริมถนน เพราะตามประเพณีไม่สามารถเอาศพผู้หญิงหม้ายที่ยังหาสามีใหม่ไม่ได้เข้าบ้าน”

เช่นกันกับที่ รัศมี ทอศิริชูชัย ซึ่งเป็นทั้งผู้แทนจากเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย และหัวหน้าโครงการวิจัยเครือข่ายผู้หญิงม้ง ร่วมอธิบายเพิ่มเติมว่า

“เขาสามารถเข้ามาเยี่ยมบ้านชั่วครั้งชั่วคราวได้ แต่ไม่ใช่คนของพ่อแม่ในบ้านนั้นอีกแล้ว ดังนั้นพอเวลามีพิธีกรรมอะไรก็ตามแต่ จะไม่สามารถมาเข้าร่วมได้ เพราะผู้หญิงคนนี้ได้กลายเป็น ผู้ไม่มีสกุลแซ่ เหมือนผีไม่มีญาติ หากหญิงหม้ายคนนั้นมีลูกติดมาด้วย ลูกก็ไม่สามารถเข้าบ้านของปู่ย่าตายยายได้ด้วยเช่นกัน”

จากคำบอกเล่าของทั้งสองคนแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่หย่ากับสามีมาแล้ว จำเป็นต้องเร่งหาสามีใหม่เพื่อให้ได้มีที่อยู่ที่ตาย แต่การทำแบบนั้น อาจส่งผลกระทบให้มีปัญหาตามมามากมาย เช่น กลายเป็นว่าผู้หญิงไปแย่งสามีคนอื่น ปัญหาด่าทอตบตีแย่งสามีระหว่างผู้หญิงม้งด้วยกัน ปัญหาในกรณีลูกติดถ้าหากผู้ชายคนใหม่ไม่รับเข้าบ้านก็จะกลายเป็นเด็กไร้บ้าน เข้าบ้านเดิมตัวเองก็ไม่ได้ ครอบครัวใหม่ก็ไม่เอา

ตามความเชื่อของม้งแต่เดิมนั้น สิ่งเดียวที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมกับ กิจกรรมต่าง ๆ ได้คือ เดินผ่าน เสียงของผู้หญิงไม่มีค่า คำพูดขงผู้หญิงคือลมแผ่ว ที่แผ้วพานผ่านไป ในกรณีมีปัญหาจนเกิดข้อพิพาทกัน ผู้หญิงก็ไม่สามารถอยู่ร่วมการตัดสินได้ ต้องฝากเรื่องราวไปกับผู้ชายที่ไว้ใจได้ให้เป็นปากเสียงแทน คำถามสำคัญจึงกลายเป็นว่า แล้วผู้ชายคนไหนที่พวกเธอจะไว้ใจได้

“มันตลกตรงที่กลายเป็นว่า ผู้ชายดี ๆ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดเลยก็ได้ แต่ถ้าสามารถเอาคำพูดของผู้หญิงเราไปพูดต่อในพิธีกรรม ในที่ประชุมได้ก็ควรค่าแกการรักษาเขาไว้หรือแต่งงานด้วย” รัศมีส่ายหัวเล่าให้ยังอย่างตลกร้าย

 

จนเมื่อถึงที่สิ้นสุดของความจำยอม ผู้หญิงม้งทั้งในหมู่บ้านเดียวกัน และจากแต่ละจังหวัด จึงลุกขึ้นมารวมตัวกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ในนามเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย โดยทีแรกพวกเขารวมกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงประเด็นความทุกข์ย่กของผู้หญิงม้ง มีกิจกรรมจำพวกวงสนทนา หารือ และเปิดเวทีเลกเปลี่ยนเสวนากันเรื่อยมา

“ตอนนั้นรวมตัวกันได้ห้าหกปี ก็ทำแต่อะไรที่เหมือนเดิม จนกระทั่งได้รู้จักกับแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ เขามีการอบรมเรื่องการทำงานศึกษาวิจัย เราก็ไปเข้าร่วม พอพวกเราพากันไปศึกษาค้นคว้า ก็พบว่าในเผ่าม้งเรายังคงมีพิธีที่สูญหายมานานชื่อว่า พิธีผู่ หรือพิธีคืนลูกสาวกลับบ้าน

เมื่อเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย ได้มีอาวุธทางความคิด มีวิธีการแล้ว แต่เสียงของผู้หญิงอย่างพวกเขา ยังคงไม่มีค่าในเผ่าจึงทำให้ต้องเชิญผู้นำทั้งสี่ตระกูลแซ่ ซึ่งเป็นแซ่ใหญ่ ๆ ของชาวม้ง พร้อมกับชวนผู้นำทางธรรมชาติทั้งหมอผี หมอคดีซึ่งส่วนใหญ่เคยได้ตัดสินคดีของหญิงชายในเผ่ามาแล้วมาพูดคุย จากนั้นก็แจ้งผลจากการวิจัยในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้หญิงม้งได้รับผลกระทบ จนมาถึงเรื่อของผู้หญิงหม้ายที่ออกเรือนไปแล้วเมื่อมีปัญหากลับถูกทำให้เป็นเหมือนผีไร้บ้าน ทุกถ้อยคำจากการพูดคุยของพวกเขาจำเป็นต้องสมอ้างมาจากผลงานวิจัยเท่านั้น แล้วมันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลยในทีเดียว

“หลายคนที่มาวันนั้นก็ต่อว่าว่าเราทำแบบนี้ไม่ได้นะ ความในไม่ให้นำออก ความนอกอย่านำเข้า กลายเป็นว่าพวกเราจะเป็นคนที่เอาความลับของเผ่าพันธุ์ไปทำให้เสื่อมเสีย”ประธานเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศหลังการพูดคุยเพิ่มเติมอีกว่า

“ปรากฏว่าอันนี้ก็แก้ไม่ได้ อันนั้นก็แก้ไม่ได้ติดกรอบความเชื่อ ไม่สามารถแหกระเบียบปฏิบัติวัฒนธรรมได้ จนผู้หญิงเราเริ่มต่อรองด้วยการพูดเรื่อง พิธีคืนลูกสาวกลับบ้าน”

โชคยังดีสำหรับพวกเขา เมื่อมีผู้นำทางธรรมชาติหนึ่งคน ซึ่งเคยรับรู้ และได้ยินเรื่องพิธีคืนลูกสาวกลับบ้านมาบ้างนั้น บอกกับพวกเขาว่า “ปัญหาของผู้หญิงถ้าผู้หญิงไม่รู้จักลุกขึ้นมาพูด ก็แปลว่าผู้หญิงไม่ได้มีปัญหา ดังนั้นถ้าทำอะไรอยู่แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นทำต่อไปเลย”

เหมือนกับการเปิดประตูให้ความกล้าหาญคืนมา จากวันที่ได้รับอนุญาตจากผู้นำทางธรรมชาติคนดังกล่าว เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย จึงเริ่มรับสมัครสามครอบครัวที่มีผู้หญิงเลิกลากับสามี มาทดลองนำร่องจัดพิธีกรรม แรกเริ่มอาสาสมัครและครอบครัวก็จะสับสน ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้จริงหรือ

“พิธีผู่ (คืนลูกสาวกลับบ้าน)ถูกยอมรับจากผู้นำชุมชน หมอผีต่าง ๆ ว่าทำได้ แต่ต้องมีคนสำคัญสี่คนคือ อาของผญิงหม้าย ตงเซ่ง(หมอผี) และพยานสองคนเป็นใครก็ได้ซึ่งทั้งหมดสี่คนเป็นผู้ชายทั้งหมด พร้อมกับไก่สองตัวมาทำพิธี” 

 

พิธีผู่จะทำให้ผู้หญิงสามารถกลับมาอยู่กิน และตายในรั้วบ้านตัวเองได้ โดยตอนที่แต่งงานของชาวม้ง จะมีการใช้ไก่วนรอบหัวสามรอบ แล้วแจ้งกับผีบรรพบุรุษ ว่าลูกสาวจะออกเรือน ตอนจะรับลูกสาวกลับบ้านก็ทำเหมือนกัน คือใช้ไก่วนรอบศรีษะแล้วแจ้งกับผีบรรพบุรุษว่าลูกสาวเราจะกลับเข้าบ้าน พิธีคืนลูกสาวกลับบ้าน ตกหล่นหายไปจากชนเผ่าม้งเมื่อหลายพันปีก่อน แต่ด้วยความพยายามของเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย ที่ได้ลองช่วยกันสืบเสาะค้นหา จนพบว่าการคืนลูกสาวกลับบ้านจะช่วยให้ผู้หญิงซึ่งออกเรือนไปแล้ว แต่จำเป็นต้องเลิกรากับสามีนั้นได้มีชีวิตอีกครั้ง จนถึงปัจจุบันพวกเขาได้ทำพิธีรับลูกสาวกลับบ้านมาแล้ว 51 ครอบครัว และจากการติดตามพบว่า เมื่อลูกสาวได้กลับมาอยู่บ้าน ครอบครัวของพวกเขาก็มีความสุขไม่ต่างจากเดิม เพราะลูกสาวที่กลับมาก็ยังขยันทำมาหากินส่งเงินให้ครอบครัว เมื่อมีพิธีรับลูกสาวกลับบ้าน สถิติการหนีเข้าไปทำงานในเมืองของผู้หญิงม้งก็แสดงให้เห็นว่าลดน้อยลง

 

พิธีกรรมและประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของชาวม้ง มักถูกเล่าต่อด้วยการพูด การบอกกล่าวเพียงอย่างเดียว ไม่มีการบันทึก รวมทั้งเวลามีเรื่องมีราว มีพิธีใดก็ตามของม้งจะถูกทำเวลากลางคืน เพราะบรรดาหมอผี ผู้นำชุมชนก็เป็นหนึ่งคนที่ต้องทำมาหากินตอนกลางวัน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีดึกดื่น ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ใส่ใจ พิธีกรรมเหล่านี้เลยถูกละเลย

รัศมี ทอศิริชูชัย และรัชดา วชิรญาณ์ ทิ้งท้ายให้ฟังอย่างมีความหวังว่า “แม้การมีพิธีผู่จะเป็นเพียงชัยชนะอย่างเดียวตลอดเวลาการมีอยู่อย่างยาวนานของชาวม้ง แต่ก็ทำให้เห็นว่าในยุคสมัยที่ทุกอย่างกำลังพัฒนาเสียงของผู้หญิงม้งแบบเราต้องมีคนรับฟังบ้างได้แล้ว”

 

 

___________________________________

THE THAIACT