จากผู้ถูกปกป้องสู่ผู้พิทักษ์

: นันท์นารี หลวงมอย ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์เพื่อน้องหญิง
_____________________________________

ปัญหาความรุนแรงและการค้ามนุษย์ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่รอยต่อแขนแดนของประเทศ ซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรม ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเองก็มีกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานเพื่อผู้หญิงและเด็ก มาร่วม 20 ปี นั่นคือ “กลุ่มศูนย์เพื่อน้องหญิง (Center For Girl)” ที่ คุณนันท์นารี หลวงมอย หรือที่ทุกคนเรียนกันว่า พี่ลอย ควบตำแหน่งทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540

จากที่เป็นผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ในวัยเยาว์ จนริเริ่มต่อสู้ในการทำงานเพื่อเด็กผู้หญิง จากการถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการโสเภณี ในสมัยนั้น หรือที่เรียกกันว่า “เด็กตกเขียว” สู่การขึ้นมาเป็นผู้ก่อตั้ง ศูนย์เพื่อน้องหญิงที่ทำงานปกป้องและให้ความรู้แก่เด็กหญิงที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์หรือถูกกระทำรุนแรง วันนี้เราได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวความเป็นมาของศูนย์เพื่อน้องหญิงที่ชาวเชียงของรู้จักกันเป็นอย่างดี

Q: จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานตรงนี้คืออะไร และทำไมถึงสนใจในประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อเด็กและสตรี?

พี่ทำงานตรงนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มต้นจากการเป็นอาสาสมัครเพื่อเด็กและเยาวชน ของมูลนิธิผู้หญิง ในพื้นที่ตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน  และเห็นว่าโครงการที่ทางมูลนิธิผู้หญิงเข้ามาทำนั้นน่าสนใจ รวมทั้งตอบโจทย์กับปัญหาในพื้นที่ เลยคิดจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กเป็นหลัก  จึงเป็นที่มาของการใช้ชื่อศูนย์ว่า “ศูนย์เพื่อน้องหญิง”

ตอนนั้นมูลนิธิผู้หญิงเข้ามาเก็บข้อมูลวิจัยตอนปี พ.ศ. 2538 – 2540 ในพื้นที่ตำบลแม่อ้ออำเภอพาน จังหวัดเชียงรายเชียงรายมีสถานการณ์ปัญหาเรื่อง “เด็กตกเขียว” เด็กตกเขียวคือเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้เรียนหนังสือและถูกครอบครัวส่งไปทำงานตามร้านอาหารซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกล่อลวงไปค้าประเวณี ถึงแม้ว่าครอบครัวจะมีฐานะที่สามารถส่งเด็กผู้หญิงเหล่านั้นเรียนก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้รับโอกาสเหมือนเด็กผู้ชาย รวมทั้งพี่เองก็เป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย จึงเข้าใจถึงความรู้สึกและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นเป็นอย่างดี

พอมีโครงการของมูลนิธิผู้หญิงเข้ามา เราก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาตรงนี้มากกว่าที่จะปล่อยให้สถานการณ์มันแย่ลง และมีเด็กที่ถูกล่อลวงหรือไม่ได้รับโอกาสที่ควรได้เพิ่มมากขึ้น โดยช่วงแรกพี่และเยาวชนคนอื่น ๆ ในชุมชนก็ได้เข้าไปให้ความรู้เรื่องสิทธิของเด็กและแนวทางการป้องกันตัวจากการถูกล่อลวงแบบต่าง ๆ

 

Q: แล้วตั้งแต่เริ่มทำงานในประเด็นนี้เมื่อ 20 ปีก่อนจนถึงตอนนี้สถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งการค้ามนุษย์ในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีทิศทางที่ดีขึ้นจากเมื่อก่อนบ้างไหม?

ปัญหามันก็ยังมีเหมือนเดิมแต่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือรูปแบบ อย่างเช่นสมัยก่อน การถูกล่อลวงการถูกบังคับเข้าสู่การขายบริการส่วนใหญ่วิธีการคือการใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่บังคับ แต่เดี๋ยวนี้มันจะเป็นการใช้อย่างอื่นเข้ามาล่อลวงเด็ก ไม่ใช่ลักษณะของการข่มขู่ทำร้ายเหมือนแต่ก่อน แต่จะเป็นในลักษณะอื่น ๆ  เช่นการให้สิ่งของ การให้เงิน การให้อะไรที่เด็กอยากได้หรือต้องการ เพื่อหลอกล่อเด็กให้เข้าสู่กระบวนการการค้ามนุษย์หรือการกระทำความรุนแรงต่อไป ส่วนเรื่องความรุนแรงมันก็ยังเกิดขึ้นให้พบเห็นอยู่แต่ที่เปลี่ยนไปคือ เมื่อก่อนส่วนมากคนที่ใช้ความรุนแรงกับเด็กจะเป็นคนแปลกหน้าส่วนใหญ่ แต่ในสมัยนี้พอเราทำงานกับเด็กมากขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้ใหญ่กลุ่มครอบครัวมากขึ้น เราก็พบว่าคนที่ใช้ความรุนแรงกับเด็กหรือล่อลวงเด็กเข้าสู่กระบวรการการค้ามนุษย์ ไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่กลับเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเด็กหรือแม้กระทั้งคนในครอบครัวเด็กก็มี

 

Q: ตั้งแต่ทำงานร่วม 20 ปี มีเหตุการณ์ไหนที่สะเทือนใจมากที่สุด

เหตุการณ์ที่สะเทือนใจมากที่สุดคงเป็น เคสที่พ่อข่มขืนลูกของตัวเอง คือพ่อของเด็กเลิกกับแม่แล้วหน้าที่การเลี้ยงดูเด็กก็ตกมาอยู่ที่พ่อ ตอนนั้นเด็กที่เป็นเหยื่อความรุนแรงอายุแค่ 7 ปี ในสมัยนั้นกฎหมายอะไรมันก็ยังไม่บังคับใช้มากเท่าไร และทีมงานที่ให้ความช่วยเหลือก็ไม่มี คนส่วนใหญ่ก็มองว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเรื่องของคนในครอบครัว เด็กเป็นสมบัติของพ่อแม่ที่มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ เลยไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็มีพลเมืองดีเขาเขียนจดหมายส่งมาถึงเรา เขาไม่กล้าเข้ามาบอกเราโดยตรงเพราะกลัวถูกทำร้ายหรือถูกคนในชุมชนประนามว่าเข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น

เด็กถูกทำร้ายโดยพ่อแท้ ๆ ของเขาข่มขืน ทุกกลางคืนเพื่อนข้างบ้านจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ แต่เขาก็ไม่เคยรู้ว่าสาเหตุคืออะไร วันหนึ่งเขามีโอกาสได้เจอเด็กเลยถามเด็กว่า เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงร้องไห้ตอนกลางคืนทุกคืน เด็กก็บอกว่าพ่อเอาอะไรไม่รู้มาแหย่อวัยวะเพศของตน เด็กเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังโดนพ่อแท้ ๆ ทำอะไร เมื่อเราได้รับจดหมายแจ้งเหตุจากพลเมืองดี เราก็รีบเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือเด็กเพื่อให้เด็กหลุดพ้นจากสถานการณ์แบบนั้น และประสานงานทางตำรวจดำเนินคดีกับพ่อ ส่วนเด็กก็ส่งให้แม่ของแด็กดูแลต่อไป

Q: สุดท้าย ผลลัพธ์หรือเป้าหมายของการทำงานตรงนี้คืออะไร

เราอยากจะลดความรุนแรงทุก ๆ รูปแบบที่มันเกิดกับผู้หญิงและเด็ก หรือแม้กระทั่งทุก ๆ คนให้หมดไป  นอกจากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ผู้ประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือจากคนในชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ หรือแม้กระทั่งคนในชุมชนร่วมเป็นหูเป็นตาและเป็นเกราะป้องกันให้กับคนในชุมชนตัวเอง มีเครือข่ายในการทำงานในพื้นที่มากขึ้นและเข้มแข็งขึ้น รวมทั้งการทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการความช่วยเหลือจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หากใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามการทำงานของ ศูนย์เพื่อน้องหญิง สามารถเข้าไปเยี่ยมชมและติดตามได้ที่

Website: http://center4girls.org/ หรือFacebook: https://www.facebook.com/centerforgirls.maeor/

 

________________________________

ลักษณพร ประกอบดี