ข้อความเหล่านี้คงเป็นเท็จด้วยสิท่า ?

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นาย นำกำลังเข้าค้นบ้านและทำการ “ยึด” ของกลางอย่างโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของ นายธีรศักดิ์ รูปสุวรรณ หนึ่งในแกนนำเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ไปเพื่อตรวจสอบความเกี่ยวโยงกับความผิดในข้อหา “หมิ่นประมาท” และ “โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ” นั้นหากไล่เรียงเหตุการณ์จะพบว่า

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพจังหวัดเชียงใหม่ ได้ปรากฏป้ายขนาดใหญ่ตัวหนาสีแดงซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำมาติดไว้โดยมีข้อความว่า

                    ย่ำยีหัวใจคนเชียงใหม่

                    ไม่เคารพสิทธิชุมชน

                    ไม่เคารพดอยสุเทพ

พร้อมด้วยรายชื่อผู้พิพากษา 5 ราย ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในอาคารชุด 9 หลัง บนพื้นที่ “ป่าแหว่ง” ดอยสุเทพ กลายเป็นที่สนใจของประชาชนผู้มาใช้สถานที่ และได้มีการถ่ายภาพป้ายข้อความดังกล่าวมานำเสนอผ่านสื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย ไม่ถึงสัปดาห์ต่อมาด้วยความเก่งกาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายเรืองยศ สินธิโพธิ์ เจ้าของร้านทำป้ายในอำเภอเมืองเชียงใหม่

ใครจะเชื่อ ว่าป้ายเพียงป้ายเดียวจะทำให้ใครบางคนต้องมีอาการ “หัวร้อน”

ราวกับการจี้ใจดำเมื่อผู้พิพากษาที่มีรายชื่อปรากฏบนป้ายข้อความดังกล่าว ได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานศาลฯ ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้กระทำการติดป้าย และส่งต่อข้อความ

การดำเนินการตรวจค้น ตรวจสอบผู้ต้องสงสัย ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนนำมาสู่การนำหมายศาลเข้าไปตรวจค้นบ้านของนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ และน่าสนใจน่าติดตามไม่ต่างกับตอนจบของละครเลือดข้นคนจาง เพราะรักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “จะติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกไม่ช้า”

หากเรื่องนี้กลายเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลกันจริง ผู้พิพากษา นอกจากจะเป็นโจทย์ แล้วยังต้องถือดาบแห่งความสถิตย์ยุติธรรมในการนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีที่พรรคพวกและตัวท่านเองยื่นฟ้อง

แม้ความยุติธรรมจะมีจริงแต่ก็อาจสิงอยู่กับฟากฝั่งของผู้ชนะคดีและมีอำนาจเท่านั้น ต่อเรื่องนี้ ธีรศักดิ์ รูปสุวรรณ ได้แสดงความคิดเห็นหลังจากโดนตำรวจบุกยึดของกลางว่า “นี่ถือเป็นการคุกคามประชาชน แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมจริยธรรมของคนกลุ่มนี้อย่างมาก และโดยส่วนตัวยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดป้ายข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน และพร้อมต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการทางกฏหมาย”

ก็ในเมื่อจับมือใครดมไม่ได้ ยิ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังกอดสำนวน “กำขี้ ดีกว่ากำตด” หว่านแหเข้าตรวจค้นผู้ต้องสงสัยโดยเฉพาะแกนนำกลุ่มขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ที่ร่วมกันกับประชาชนออกหน้าต่อต้านโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการ เพียงหวังว่าจะคว้าตัว ใครบางคนที่ลงมือทำ ( หรืออาจจำยอมต้องออกปากรับผิด? )

หากแต่เมื่อลองพิจารณข้อความที่ปรากฏบนป้ายนั้น

     ย่ำยีหัวใจคนเชียงใหม่ /  ไม่เคารพดอยสุเทพ

 – การกระทำใดใดที่ชุมชน สังคมไม่ยอมรับ แล้วยังดื้อด้านทำกันต่อโดยไม่แยแสเสียงทัดทาน ในทางล้านนานั้นถือกันมาอย่างเคร่งครัดว่าเป็น “ขึด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้มีเสียงนินทา ซุบซิบออกมามากว่าการกระทำของคณะผู้พิพากษา ตุลาการ และเจ้าหน้าที่ศาลเหล่านี้นั้นนับว่าเป็น  “ขึดหลวง” ดังนั้นจะแปลกอย่างไรหากมีใครบางคนทนไม่ไหวกับการกระทำของผู้ที่ยังอาศัยในอาคารชุด 9 หลัง บนพื้นที่ป่าแหว่งดอยสุเทพ แล้วนำป้ายมาติดเพื่อความสะใจ ? ไม่นับรวมถึงโครงการก่อสร้างนั้นบุกรุกพื้นป่าก็พิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นเรื่องจริง หนำซ้ำข้อเท็จจริงที่ว่ายังคงมีกลุ่มคนบางกลุ่มอาศัยอยู่ในอาคารชุด 9 หลังก็เป็นเรื่องจริง

       ไม่เคารพสิทธิชุมชน

หลังจากมติคณะกรรมการกำหนดแนวทางดำเนินการ กรณีก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการที่อำเภอแม่ริม นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีมติเห็นชอบ ให้คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของกรมธนารักษ์ โดยให้รื้อบ้านพักทั้ง 45 หลังและอาคารชุดอีก 9 หลัง อย่างเร่งด่วน แล้วทำไมยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่ายังมีคนอาศัยในอาคารชุดทั้ง 9 แห่งอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ?

 

ผู้พิพากษาผู้ทรงความสถิตย์ยุติธรรมทำไมถึงต้องกังวลกับความจริง จนนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนซึ่งถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งและกลายเป็นผู้เห็นต่างด้วย ?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ผิดหากจะมีใครคิดว่าเป็นการ “ดำเนินคดี” เพื่อปิดปาก ลงโทษเพื่อไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ป้องกันการลุกลามขยายวงของคนไม่เห็นด้วย คล้ายสำนวน ”เขียนเสือให้วัวกลัว”

แต่เรื่องราวคงไม่จบลงง่าย ๆ ถ้าบางฝ่ายบางคนคิดว่าตัวเองเป็นเสือและมองกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นเพียงวัวเคี้ยวเอื้องเชื่องช้าไร้พิษสง เพราะเมื่อขบวนการภาคประชาชนคนเชียงใหม่จำนวนไม่น้อยแสดงจุดยืนถึงการไม่เห็นด้วยกับ โครงการก่อสร้างก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่พักข้าราชการตุลาการ ได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายคราว ทั้งการชุมนุมแสดงสิทธิพลเมือง และการมีกิจกรรมรณรงค์กันอย่างแพร่หลาย แต่กับกลายเป็นว่าผู้พิพากษาบางคนทำตัวราวกับทองไม่รู้ร้อน เห็นกลุ่มคนผู้ไม่เห็นด้วยเป็นเพียง วัวขี้กลัว

งานนี้ เสืออาจได้พุงแตกตายเพราะแทะกระดูกวัวนับร้อยนับพันที่จะเดินตามกันมาให้มันอิ่มหนำจนลืมไปว่าหน้าที่ของสัตว์ร้ายที่เข้มแข็งนอกจาก ”ออกล่า” แล้วยังต้องคอย “ปกป้อง” ดูแลแหล่งทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดอาหารให้กับพวกมันด้วยเช่นกัน แล้วเมื่อวันที่วัวหมดป่าไปเมื่อไหร่…เสือร้ายจะกลายเป็นหิวโซและอดตายอย่างน่าเวทนา