ลูกผู้ชายที่ตายไปแล้ว !

จากคนที่เคยบีบคอภรรยาตัวเองจนเกือบตายคามือ เพราะถือว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่ในบ้าน วันนี้กลายเป็นคนซักผ้าถูบ้านช่วยงานภรรยาจนคนในชุมชนหาว่าบ้า !
____________________________________________________________

เขาลากเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้า ท่าทางทะมัดทะแมง ยิ้มแฉ่งแบบจริงใจแล้วเริ่มเรื่องอย่างคนเร่งรีบ

“เราเมากลับมาตีสองตีสาม การต้องมานั่งแกะถุงกับข้าวเป็นเรื่องยาก สู้แหกปากปลุกให้เมียลุกขึ้นมาทำง่ายกว่าเยอะ ก็ในเมื่อกูเป็นผู้ชาย อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงมันต้องดูแลปรนนิบัติเราสิ”  อำนาจ แป้นประเสริฐ ชายไทยร่างท้วมที่เกิดในชุมชนวัดโพธิ์เรียง ย่านเก่าแก่กลางเมืองหลวง เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขากับคู่ชีวิตที่พบรักกันมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม 4

“ผมติดยามาตั้งแต่ ม.1 เข้าออกร้านสนุกเกอร์มากกว่ารั้วโรงเรียน ประตูคุกนับเป็นญาติสนิทอีกคนไปแล้ว รู้จักกับแฟนก่อนจะมีบัตรประชาชนด้วยซ้ำ เอาให้ถูกก็ฉุดเขามานี่แหละ”

จากรั้วโรงเรียนสู่สนามชีวิตจริง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับคนในชุมชนถ้าที่บ้านของอำนาจจะมีเสียงโหวกเหวกโวยวาย ตามด้วยเสียงการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ซึ่งไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ได้ว่าฝ่ายกระทำคือผู้ชาย และร่างกายที่กำลังรับแรงปะทะคือภรรยาของเขา

“เมียผมต้องอยู่กับความรุนแรงมาตลอด 5 ปี พอเลิกยาได้ก็หันมาติดเหล้า พอเมียบ่นเรื่องไปกินเหล้ามากเข้า เราก็ทนไม่ไหว แข้งขามันชักสะบัด จนตื่นมาอีกทีรู้ตัวก็เห็นเมียสะบักสะบอมไปหมดแล้ว หนักสุดเลยที่ทำคือบีบคอเขาจนเกือบตาย ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนั้นลงไปได้”



หลายต่อหลายครั้งที่อำนาจตื่นขึ้นมาในตอนสายแล้วพบแต่ความว่างเปล่าข้างเตียง ไม่มีเสียงถอนหายใจของภรรยา ไม่แม้แต่ได้ยินว่าเธออยู่รอบกายในชีวิต เมื่อความอดทนของคนมีขีดจำกัด การหลบหนีความจริงไม่ใช่สิ่งน่าละอายเกินกว่าต้องทนแบกรับความเจ็บปวด

แต่ทุกครั้งที่ฝ่ายหญิงหนีออกจากบ้านไป หน้าที่ความเป็นชายในตัวของเขาก็ปลุกเร้าให้ต้องแสดงบทจำเป็น หากมีการบันทึกเป็นสถิติ นายอำนาจ แป้นประเสริฐ คงติดอันดับชายผู้ตามง้อเมียให้กลับมาคืนดีมากกว่าที่สุดในชีวิต “บางทีผมตามไปกอดเขาเลย แล้วสัญญาว่าถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นอีก เขาจะยอมเป็นฝ่ายเลิกรากับเธอเอง”

ไม่ต่างจากลมหนาว ผ่านเข้ามาให้มีความสุขแค่ครั้งคราวในชีวิต จากนั้นและก่อนหน้าคือความสับสน นั่นแหละลมปากจากลูกผู้ชาย สุดท้ายเขาก็ยังตบตีภรรยาอยู่เรื่อยไปเมื่อใดที่มีปากเสียงกัน

จนเมื่อจุดเปลี่ยนเคลื่อนมาหาเขาโดยไม่ตั้งใจ

 “วันนั้นทำให้ผมรู้ว่า ความรุนแรงไม่ใช่หนทางเอาชนะปัญหา”

อำนาจ แป้นประเสริฐ ตกกระไดพลอยโจน ต้องมาอบรมเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลแทนพ่อ เพราะวันนั้นพ่อมาไม่ได้ เขามาพร้อมความคิดว่ามีข้าวปลาอาหารกินฟรี ก็ดีเหมือนกัน

“ตอนแรกเราก็รู้สึกต่อต้านขัดแย้งเหมือนรู้สึกเอากูมาด่า แต่พอเห็นสภาพปัญหาในชุมชนที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำซาก แล้วไม่ใช่แค่บ้านเรา มันก็รู้สึกหดหู่ สิ่งที่แล่นเข้ามาอยู่ในหัวผมเลยคือ เราต้องการเปลี่ยนแปลงชุมชนเราให้ดีขึ้น”

เมื่อการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความสงสัย จากชายคนที่เข้าห้องน้ำไปแค่อ้วก กับอึ กลายเป็นคนถือแปรงถูส้วมเข้าไปขัดห้องน้ำ คนเดียวกับที่เปิดตูดหนีทุกเช้าที่ตื่นมา ทิ้งภรรยาให้ตามเก็บที่หลับที่นอน กลายเป็นคนที่ทุกเจ็ดโมงเช้าตื่นขึ้นมาเก็บที่นอน ปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน คอยรับคำสั่งจากภรรยาตามแต่จะมีอะไรให้ช่วยเหลือ จากนั้นจึงทำหน้าที่เตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียนและเป็นคนไปรับไปส่งลูกทุกเช้าเย็น

“หากเปลี่ยนตัวเองได้ เราก็ควรทำ ความรุนแรงมีแต่จะทำให้เราเหนื่อย เมียก็เหนื่อย ลูกก็เหนื่อย ครอบครัวก็เหนื่อย หลังจากวันนั้นจึงเริ่มลุกขึ้นมาเก็บที่นอน ซักผ้า ดูแลบ้านช่วยงานเตรียมของให้เมียขายจนเมียสับสน นานเข้าคนแถวนั้นก็แซวกันเลยว่าเมียผมได้ผัวใหม่”

ความเปลี่ยนแปลงของอำนาจเป็นราวกับกล่องของขวัญวันคริสมาสต์ที่ถูกเปิดทุกเมื่อเชื่อวันในชุมชนวัดโพธิ์เรียง จากชายที่นับนิ้วไม่ได้ว่าเข้าออกคุกมาแล้วกี่ครั้ง กลายมาเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และได้ก้าวออกมาเป็นหนึ่งในแกนนำชุมชนเพื่อความหวังจะพัฒนาให้ชุมชนดีขึ้น

“ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว จึงไม่คิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป เราต้องชวนคนในชุมชนออกมาทำให้บ้านเรามีพื้นที่สร้างสรรค์ ทำให้ครอบครัวออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน พอเห็นกันและกันมากขึ้น วันไหนถ้าเกิดมีปัญหาชุมชนจะได้มีส่วนช่วยในการพิทักษ์รักษาดูแลกัน”

จากความคิดความเชื่อของอำนาจและได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม ทำให้เกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม “พื้นที่นี้ดีจัง” มาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นั่นไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากใช้ชีวิตแบบเป็นฮีโร่อยู่เพียงลำพัง แต่ยังนึกถึงชุมชน คนรอบบ้านที่ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากทุกวี่วัน มันจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการรวมกลุ่มกันไว้เพื่อได้ติดตามสถานการณ์ ดูแลความเคลื่อนไหวและพัฒนาชุมชนไปด้วยกัน

“การเป็นภาคประชาสังคมในประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในระดับชุมชน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมีรูปแบบอย่างเป็นทางการ ต้องจดทะเบียน ต้องได้รับการรับรองเสมอไป ทำงานกับคนนี่โคตรเหนื่อยเลยบอกตรง ๆ แต่เมื่อเห็นผลสำเร็จเราจะมีความสุขมาก”

อำนาจมองนาฬิกาถี่ขึ้นช่วงท้ายของการสนทนา เขากระซิบแบบขวยเขินว่าภรรยาใกล้จะเก็บร้านแล้ว ต้องรีบไปช่วย คำร่ำลาถูกเอ่ยออกมาสั้น ๆ เขาลุกขึ้นดันเก้าอี้เก็บที่เดิม ส่งยิ้มแฉ่งอีกครั้ง แล้วเร่งฝีเท้าก้าวออกไป เห็นไว ๆ เพียงข้อความหลังเสื้อยืดของเขาสกรีนสีดำแดงว่า

บ้านไม่ใช่เวทีมวย ผู้ชายไม่ทำร้ายผู้หญิง